2009/Sep/23

ความเงียบของตัวเองคืออะไร ?
ความเงียบสำหรับผมนั้น อาจจะมีหลายอย่างแต่ ที่ผมมองในมุมมองของตัวผมเอง
นั้น 2 อย่าง เอาเท่านั้นก่อนเรื่องนี้คุยกันยาวแน่ๆๆ 5555
คือการเงียบฟังเสียงตัวเอง ที่ผมได้มาคือหลังจากเจอวันที่สับสนวุ่นวายใจจนมัน
สุดดดดดดดดดดดดดดเอาไงดี เอาไงดีๆ...
ในที่สุดผมหยุดตัวเอง อยู่ตรงกลางห้องและฟังและที่ได้มาก็ คือการที่ผมเขียน
ข้อความสั้นๆ ออกมา3 ข้อและมันเป็นคำถาม ได้แก่  "ทำอะไร" "เป็นใคร" "ต้องการอะไร"
และผมก็ผ่านวันนั้นมา และจะให้นึกย้อนไปหรือ ถามว่าทำไมผมถึงเขียนคำพวกนี้ออกมา
ผมคงให้คำตอบไม่ได้แน่ชัดนัก แต่ที่แน่มันคือเสียงจากตัวผม
และความเงียบได้เข้ามา แล้วข้อความที่ตัวเองถามตัวเองในภาวะตอนนั้นผม
เขียนลงบนกระดาษแผ่นใหญ่ที่ผมใช้โน๊ตข้อความ มันยังคงอยู่และไม่ได้คิดว่า
จะทิ้งจะเก็บมันไว้อย่างนั้น5555555555555
 
อีกอย่างคือ ความเงียบฟังธรรมชาติ วันนั้นเป็นยายเย็น ที่อากาศดีท้องฟ้ามีเมฆ
ห้องผมได้ดูพระอาทิตย์ตกทุกวัน มันเป็นวันที่เงียบ หลังจากตื่นจากนอนกลางวันวันหยุด
แดดส่องเข้าทางประตูหลังห้อง เป็นกรอบแสงสี่เหลี่ยมเข้ามาบนที่นอนจนถึงผนัง
มันแสงจ้ามาก ผมนั่งบนเตียงนอนมองออกไปทางหลังห้องมองเห็น
พระอาทิตย์ยามเย็นกำลังจะตก ผมหยุดคิดทุกอย่างที่ผมได้ยินคือลมพัดมาเย็น
แดดอุ่น เสียงนก ที่ไม่คิดว่าจะเจอในเมืองกรุง และผมก็อยู่อย่างนั้นมันเหมือน
ผมมองเห็นเวลาค่อนเดินไปเรื่อยๆ จนพระอาทิตย์ตกไป และเดินออกไประเบียง
หลังห้อง รับลมจะเกิดเรื่อง อะ!!! ไอ้พวกเด็กแว้นๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
มาทำซาวด์อินเจียเนียกันอีกแล้ว 55555555555555555555555555+
แต่ถ้าจะให้อธิบายแบบที่เป็นหลักการหรืออะไรที่มันกระชับได้ใจความกว่านี้
คงต้องใช้เวลาตอนนี้เอาแค่เหตุการณ์ที่ผมสัมผัสได้ และสันนิฐานว่าจะเป็น
ความเงียบที่ผมเข้าใจ ซึ่งหลายๆคนอาจมีมุมมองที่ชัดเจนกว่าผม หรือไม่
ผมอาจจะทั้งหมดก็เป็นได้ แล้วคุณหล่ะคิดว่าไง...
^^

2008/Dec/04

555
"การสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ กับความใส่ใจ ในรายละเอียดรอบตัว"
เนื่องจากเราโตขึ้นทุกวัน มันต้องมีวันที่ผู้ใหญ่จากเราไป
ถึงอย่างไรวันที่เราจะต้องก้าวเดินด้วยตัวของเรา มันจะมาถึงไม่ช้าก็เร็ว
(มีรอยเท้าของเราเอง) ถึงวันนั้นเราอาจจะรู้สึกว่าเราเอาเวลาไปทำไรอยู่
แปปๆ นี่มันกี่ปีแล้ว นึกถึงอดีต ก็ไม่สามารถแก้ไขได้
มีแต่จะต้องก้าวเดินด้วย เท้าทั้งสองข้างของเรา ไม่ว่าจะเจอเรื่อง
ยากหรือง่าย เราก็ต้องเดิน ที่สำคัญใจเราต้องเข้มแข็ง เพราะไม่มีผู้ใหญ่เดินนำ
แล้วทุกก้าวของเรา เราต้องเลือกเอง แต่ที่ยาก คือ ก้าวแรก กล้าหรือเปล่า
มันใจหรือเปล่า 55555+
^^

2008/Nov/27

"อุปสรรคของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ของคนบางคนคือความกลัว

ของอีกบางคนคือความท้อแท้ ความเศร้าหมอง ความเบื่อหน่าย"

วินทร์ เลียววาริน

2008/Nov/26

"ชีวิตที่ดีกับชีวิตที่หม่นหมองต่างกันด้วยคำๆ เดียวทัศนคติ

ทัศนคติที่ดีคือการไม่ยอมแพ้ เมื่อหกล้ม

ลุกขึ้นมาก้าวเดินไปข้างหน้าสร้างรอยเท้าของตน

ให้ปรากฏบนผืนโลกเพราะแม้จะจาง และเล็ก

แต่ก็เป็นรอยเท้าของเราเอง"

วินทร์ เลียววาริน

2008/Nov/21

"การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องใหญ่ มันอยู่ที่ว่าเรามองมันอย่างไร กลัวมันหรือสนุกกับมัน"

"ดูฟ้าได้ฝน ดูหนได้แห่ง"

"ละกลัวเลือกกล้า"

BY ประภาส ชลศรานนท์

2008/Nov/20

slow living
คือการก้าวให้ช้าเพียงเล็กน้อย
แต่เป็นก้าวที่มั่นคงและแข็งแรง
ใช้ชีวิตอย่างมีสติ และใส่ใจรายละเอียดรอบตัว
ทำให้ชีวิตสมดุลทั้งใจกาย "ชีวิตแช่มช้า"
{ไม่รีบ เรียบง่าย(ไม่มักง่าย) และงดงาม}

2008/Mar/13

"อยู่ในกรอบมากเกินไปใช้ได้น้อย
อิสระมากเกินไป ใช้ลำบาก
อยู่ในกรอบที่เปิดกว้าง ใช้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย"

อ.มนัส อารีรอบ

edit @ 20 Nov 2008 09:33:09 by Touch Me

2008/Feb/06

ไม่กล้าใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองเชื่อ
"ผมมีความกลัวจะว่าจะไม่กล้าใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองเชื่อมากกว่า"
ปราบดา หยุ่น จาก สารกระตุ้น02
ได้ฟังคำพูดประโยคนี้ มีความคิดอย่างไรกันบ้าง ^^ มาคุยกัน

edit @ 20 Nov 2008 09:33:46 by Touch Me

2007/Jan/23

เรื่องดีๆ ที่สามารถนำมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตได้...

ณ วัดแห่งหนึ่ง หลวงตาเพิ่งกลับจากการบิณฑบาตเห็นลูกศิษย์วัดนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น
จึงเข้าไปถามไถ่ว่าเป็นอะไร ลูกศิษย์ตอบกลับมาว่า

"ผมถูกใส่ร้าย ผมไม่ได้ขโมยเงินในหอพระ แต่ผมเข้าไปปัดกวาดเช็ดถูบ่อย ๆ
ทุกคนก็หาว่าผมเป็นขโมย ไม่มีใครเชื่อผมเลยฮือ ฮือ"

หลวงตานั่งลงข้าง ๆ พยักหน้าเข้าใจแล้วสอนลูกศิษย์ว่า

"เจ้ารู้ไหมในตัวเรามีคนอยู่สามคน

คนแรกคือ คนที่เราอยากจะเป็น
คนที่สองคือ คนที่คนอื่นคิดว่าเราเป็น
คนที่สามคือ ตัวเราที่เป็นเราจริง ๆ

ลูกศิษย์หยุดร้องไห้ นิ่งฟังหลวงตา

"คนเราล้วนมีความฝัน ความทะเยอทะยานอยาก ตามประสาปุถุชนทั่วไป ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย
บางครั้งความฝันก็เป็นสิ่งสวยงาม เป็นพลังที่ทำให้เราก้าวเดิน
ถ้าถึงจุดหมายเราก็จะรู้สึกว่าโลกนี้ช่างสว่างไสวสวยงาม
ดังนั้นเราควรมีความฝันไว้ประดับตน เพื่อเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงหัวใจ "

"มาถึงไอ้ตัวที่สอง จะเป็นเราแบบที่คนอื่นยัดเยียดให้เป็น บางครั้งก็ยัดเยียดว่าเราดีเลิศ
จนเราอาย เพราะจิตสำนึกเรารู้ดีว่ามันไม่จริงหรอก แต่เราก็ยิ้มรับ แต่บางครั้งไอ้ตัวที่สอง
นี้ก็มหาอัปลักษณ์ จนไม่อยากจะนึกถึง ซ้ำร้ายยังเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
เพราะมันเป็นโลกในมือคนอื่น มันเป็นสิ่งแปลกปลอมที่คนอื่นยื่นให้ "

"อย่างคนขับสิบล้อจอดรถอยู่ข้างทางเฉย ๆ เช้ามาพบศพใต้ท้องรถ ก็ต้องขับรถหนี
ทั้งที่ศพนั้น ถูกรถชนตายอีกฝั่งแล้วดันถลามาใต้ท้องรถ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนขับสิบล้อ
บางคนก็ตัดสินไปแล้วว่าเขาเป็นฆาตกร "

คนที่ชอบว่ากล่าวดุด่า มองคนอื่นด้วยใจที่หยาบช้า ไร้วิจารณญาณ ใจแคบ
มองคนอื่นผ่านกระจกสีดำแห่งใจตัวเอง คนเหล่านี้มีอยู่ทั่วไปในสังคม
เจ้าต้องจำไว้นะ ทุกครั้งที่เราว่าคนอื่นเลว คนอื่นไม่ดี ก็เท่ากับเราประจานความมืดดำ
ในใจตัวเองออกมา เห็นสิ่งไม่ดีของใครจงเตือนตัวเองว่าอย่าทำ อย่าเลียนแบบ
นั่นแหละวิถีของนักปราชญ์ ถ้าเอาไปว่าร้ายนินทาเรียกว่าวิถีของคนพาล "

"แล้วเราต้องทำตัวอย่างไรละครับในเมื่อเราต้องเจอคนเหล่านั้นเรื่อย ๆ "

ลูกศิษย์หยุดร้องไห้แล้ว เริ่มสนทนาโต้ตอบหลวงตา

"เจ้าต้องทำความเข้าใจจิตใจมนุษย์ เรียนรู้ว่าความเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้
เราห้ามใจใครไม่ได้ สิ่งใดที่เราไม่ได้ทำ ไม่ได้คิด ไม่ได้เป็น แต่คนอื่นคอยยัดเยียดให้เรา
เราก็ไม่ควรให้ความสำคัญ เพราะเราสัมผัสได้ว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริง ใจเราควรสงบนิ่ง
ใจคนอื่นต่างหากที่ควรซักฟอกให้ขาวสะอาดกว่าที่เป็นอยู่ เขาเหล่านั้นเป็นบุคคลที่น่าสงสาร
มีเวลามองคนอื่น แต่ไม่มีเวลามองตัวเอง จงแผ่เมตตาให้เขาไป เข้าใจใช่ไหม "

"เข้าใจครับหลวงตา" เด็กน้อยยิ้มมี ความสุขอีกครั้ง
................................................................

edit @ 20 Nov 2008 09:34:21 by Touch Me